[Fic]::IS LOVE:: P.10[KM]

posted on 30 Aug 2009 11:10 by story-sunn  in KYUMIN-FICTION

 

 

Title : IS LOVE

Couple : Cho Kyuhyun x Lee Sungmin




PART 10












บรรยากาศภายในห้องหนังสือเงียบกริบ ม่านราคาแพงถูกรูดให้ปิดสนิทเหลือเพียงแสงสีอ่อนที่ส่งมาจากโคมไฟส่องให้เห็น กรอบร่างบางระหงนั่งหลังตรงต่อหน้าผู้เป็นมารดา

โจอาราเม้มริมฝีปากเข้าออก หลังจากที่ถูกมารดาตามตัวให้มาตอบคำถามที่ท่านอยากรู้ หญิงสาวรู้สึกถึงเส้นเลือดในสมองที่เต้นถี่เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจ ใบหน้าที่ถูกแต่งไว้อ่อนๆดูซีดเซียวกว่าปกติ

โชคดีที่อิมดาจองเป็นเด็กหัวไว ทันทีที่มารดาออกจากร้านหนังสือมาด้วยอาการผิดปกติ เด็กสาวก็รีบโทรมารายงานให้เธอทราบทันที



"โจอารา จะให้คำตอบแม่ได้หรือยัง"ความเกร็งของเส้นเลือดในสมองดูจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อถูกเรียกด้วยชื่อจริง

"ถ้าสิ่งที่คุณแม่อยากรู้มีเพียงแค่ว่าทำไมเด็กสองคนนั้นถึงไปรักกันได้หนูคิดว่าแม่เรียกเจ้าตัวเค้ามาถามดีไหมคะ" หญิงสาวพยายามทอดน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าปกติในการตอบคำถามเพื่อลดความตึงเครียดของบรรยากาศ

เวลานี้มารดาของหล่อนกำลังอารมณ์ไม่ดี เนื่องจากลูกชายคนเล็กที่ท่านตั้งความหวังไว้ว่าจะให้สืบทอดวงศ์ตระกูลกลับมีความรักในรูปแบบที่ท่านไม่คาดคิด



"แม่จะเรียกน้องมาคุยแน่ๆ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้"ผู้เป็นมารดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หลังจากนี้หล่อนคงต้องหาโอกาศคุยกับลูกชายเกี่ยวกับเรื่องนี้

เพราะรู้จักนิสัยของโจคยูฮยอนดี หล่อนจึงเลี่ยงที่จะแสดงออกให้เขาทราบว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อตอนที่เจอเหตุการณ์นั้น

เธอสอนให้ลูกทั้งสองเป็นคนมีเหตุผลมาตั้งแต่เล็ก เพราะเหตุนี้เธอจึงมั่นใจว่าลูกชายของเธอจะมีเหตุผลที่ดีมาให้เธออย่างแน่นอน

ที่สำคัญแม้ว่าลูกจะเชื่อฟังและให้ความเคารพในการตัดสินใจของเธอมาตลอดแต่กระนั้นเธอเองก็รู้ดีที่สุดว่าโจคยูฮยอนเป็นคนที่เคารพในการตัดสินใจของตัวเองด้วยเหมือนกัน

"ลูกจะกลับเข้าไปที่บริษัทอีกไหม" ลูกสาวคนโตของคุณนานส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ

"ตอนนี้หนูอยากทำขนมค่ะ กำลังร้อนวิชาเลย คุณแม่สนใจมั้ยคะ"

"ไม่ดีกว่า แม่ขอคิดอะไรสักนิดแล้วเดี๋ยวจะลงไปทานขนมฝีมือคุณโจอาราก็แล้วกันนะ"

"ค่ะ ..คุณแม่อย่าคิดมากนะคะ เพราะบางทีเรื่องแบบนี้อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิด.." คุณนายเธอเพียงแค่ยิ้มแล้วโบกมือบอกให้โจอาราไปทำงานของตัวเองได้แล้ว



ซองมินตื่นมาอีกครั้งในตอนหัวค่ำ ร่างเล็กพยายามพลิกตัวเพื่อจะหาวิธีลุกขึ้นนั่งก็รู้สึกถึงแรงจากฝ่ามือหนาที่สอดมาประคองช่วงลำตัวไว้

"จะลุกใช่ไหม"

"ครับ นอนนานๆแล้วเมื่อยจัง"คยูฮยอนออกแรงดันหลังคนนอนให้ค่อยลุกขึ้นนั่ง

"ขอบคุณครับ" ว่าจบซองมินก็พยายามกระดึ๊บตัวไปที่ปลายเตียง โดยมีคุณเจ้าของร้านนั่งมองด้วยความขบขัน

ทั้งที่ซองมินจะเรียกให้เขาช่วยพาขยับลงจากเตียงก็ได้แต่กลับพยายามที่จะไถลไปเองช้าๆ คนตัวเล็กใช้มือทั้งสองช่วยกันออกแรงเพื่อลดความตึงจากปากแผล

เมื่อคลานลงจากเตียงได้คุณพนักงานก็เดินดุ๊กๆเข้าห้องน้ำไป ผ่านไปพักใหญ่ก็ออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ อีซองมิน เคยคิดจะขอร้องให้เขาช่วยเหลืออะไรบ้างไหม!


แล้วก็เหมือนจะรู้ พอเดินออกจากห้องน้ำปุ๊บ คนที่มีเรดาร์ไวต่ออาหารทุกชนิดก็เดินตรงไปที่โซฟาหน้าทีวี บนโต๊ะตัวเล็กมีอาหารเย็นที่โจคยูฮยอนเตรียมไว้สำหรับเจ้าตัว

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายลงนั่งบนโซฟา ชายหนุ่มจึงเดินมาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ซองมินคีบอาหารเข้าปากด้วยความสนุกสนาน ใส่ปากตัวเองบ้าง ใส่ปากคนข้างๆบ้าง จนเริ่มรู้สึกอิ่มแล้วจึงวางตะเกียบลงแล้วหันไปยิ้มหวานให้คุณเจ้าของร้านใจดี

"คุณคยูฮยอนครับ" เรียกเสียงหวานพร้อมกับยื่นนิ้วไปเขี่ยแขนเพื่อให้คนที่นั่งข้างๆละสายตาจากข่าวกีฬามาหา

"หืม"

"มีไอติมอยู่ในตู้เย็นหนึ่งกล่อง"ประโยคบอกเล่าธรรมดาที่คนฟังรู้ว่าไม่ธรรมดา ร่างสูงพ่นลมออกจากจมูก แล้วจึงเดินไปหยิบไอติมในตู้เย็นให้คนป่วยขี้อ้อน

"ขอบคุณครับ"

"แล้วนี่คุณคยูฮยอนไม่กลับบ้านหรือครับ"

"ถ้าผมกลับแล้วใครจะเดินไปหยิบไอติมให้คุณซองมินครับ" คนที่นั่งจ้วงไอติมอยู่ยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะยื่นช้อนไอติมไปตรงหน้าคนใจดี "ทานมั้ยครับ"

"ซองมิน ทานเถอะ" ได้ยินได้ดังนั้นคนตัวเล็กก็ดึงมือกลับเอาไอติมเข้าปากตัวเองด้วยอาการยิ้มร่า จนคนที่เป็นฝ่ายปฏิเสธไอติมต้องหันมามองด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู

ที่ปฏิเสธก็เพราะคิดว่าซองมินจะพยายามอ้อนให้เขาทานด้วยกันสักนิด แต่เจ้าตัวเล็กนี่กลับเอาไอติมยัดปากตัวเองเฉย!!!




..





....




หลังจากนั่งๆนอนๆอยู่แค่บนชั้นสามของร้านหนังสือมาเกือบๆจะครบสัปดาห์ ในที่สุดซองมินก็ขัดคำสั่งของคุณเจ้าร้านที่ให้นอนพักผ่อนจนกว่าจะหายด้วยการแต่งตัวลงมาทำงาน

อิมดาจองที่กำลังเช็คหนังสืออยู่ถึงกับตกใจที่เห็นว่าพี่ซองมินของเธอมานั่งลันล๊าอยู่ที่เคาเตอร์ เด็กสาวถลามาเข้ามาหาซองมินพร้อมกับตีหน้าดุ

"พี่คะ พี่คยูฮยอนสั่งไว้ว่าห้ามพี่ลงมาทำงานไม่ใช่หรือไง" ซองมินมองหน้าเด็กสาวก่อนจะแสร้งทำหน้าเศร้า

"พี่คิดว่าดาจองรักพี่คนเดียวซะอีก เดี๋ยวนี้ไปเป็นพวกเดียวกันกับคุณเจ้าของร้านแล้วหรือ"

"โธ่ เปล่าสักหน่อย ดาจองรักพี่ซองมินนะ แต่..พี่คยูฮยอนสั่งไว้นี่นา"

"ดาจองก็ไม่ต้องบอกพี่คยูฮยอนสิ เรารู้กันสองคน พอใกล้ๆเที่ยงพี่ก็จะขึ้นไปนอนเหมือนเดิม ตอนบ่ายก็ลงมาใหม่ ใกล้เลิกงานพี่ก็กลับไปนอน แค่นั้นเอง ถ้าดาจองไม่บอกคุณเจ้าของร้านก็ไม่รู้หรอกเนอะๆๆ" อิมดาจองอยากบอกเหลือเกินว่าอย่ามาเนอะๆเนาะๆอะไรกับเธอ

เรื่องแบบนี้ดาจองไม่อยากเสี่ยง ไม่ต้องเป็นเทวดาหน้าไหนดาจองก็ยังรู้เลยว่าต่อให้เธอทำไฟไหม้ร้านโทษยังไม่หนักเท่ากับปล่อยให้พี่ชายตัวเล็กนี่เป็นอะไรไป หงื่ออ ดาจองจะอุ้มพี่ซองมินขึ้นไปเก็บบนห้องตอนนี้เลยดีไหม? ยังไม่ทันที่ดาจองจะได้ตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อไปเสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นเสียก่อน


"สวัสดีค่ะ อ้าว คุณเลขาฮัน" อีซองมินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

"สวัสดีครับคุณฮัน"

"คุณโจอาราเธอทำขนมมาฝากคุณซองมินครับ"ซองมินยื่นไปรับขนมด้วยใจระทึก ถ้าคุณฮันไปบอกคุณโจคนพี่ว่ามาเจอซองมินนั่งคิดเงินอยู่ที่เคาเตอร์ เรื่องต้องไปถึงหูคุณโจคนน้องแน่ๆ

"ขอบคุณครับ คุณฮัน ผมฝากขอบคุณคุณอาราเธอด้วยนะครับ" คุณเลขายิ้มบางให้คนพูดก่อนจะส่ายหน้า

"ไม่ต้องหรอกครับ อีกครู่เดียวเธอจะเข้ามาเยี่ยมคุณ เห็นว่าจะเข้ามาพร้อมกับคุณคยูฮยอน แต่ตอนนี้เธอแวะทำธุระอยู่ครับ" ซวยแล้วไง ซองมินหันไปสบตากับน้องสาวตัวโต แต่เด็กสาวกลับยักไหล่ในทำนองที่ว่า .. หนูเตือนพี่แล้วนะคะ!!

"แล้วนี่คุณซองมินเป็นไงบ้างครับ"

"หายแล้วครับ" นั่นแหละ บอกไปแบบนี้จะได้ไม่โดนดุ ขืนบอกว่ายังปวดแผล แต่อยู่ข้างบนมันเบื่ออยากลงมาใช้แรงงาน วันพรุ่งนี้คุณเจ้าของร้านเธอจะเอากุญแจมาล๊อกห้องขังซองมินไม่ให้ไปไหนน่ะสิ


กรุ๊ง กริ๊ง ~ ~


ในขณะที่กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ คนที่ซองมินกำลังแอบค่อนขอดในใจก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงกระดิ่ง โดยมีร่างบางระหงแต่ดูเต็มไปด้วยอำนาจก้าวตามมาเข้ามาติดๆ โจคยูฮยอนขมวดคิ้วทันทีที่เห็นซองมินยืนอยู่ตรงเคาเตอร์

"ลงมาทำไมซองมิน เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" อีซองมินหันไปมองสองพี่น้องตระกูลโจสลับกัน เอ่อ ขอเวลาทักทายคุณโจอาราก่อนไม่ได้หรือไงครับ อีซองมินโค้งตัวให้พี่สาวของคุณเจ้าของร้านด้วยรอยยิ้มเบิกบาน

"สวัสดีครับคุณอารา ขอบคุณสำหรับเค้กช๊อกโกแลตนะครับ"

คนตัวเล็กพยายามยิ้มให้หวานเพื่อเรียกคะแนนจากคนที่ดูแล้วพอจะช่วยเขาได้จากสถานการณ์นี้ โจคยูฮยอนเดินมาหยุดตรงหน้าซองมินแล้วยกมือกอด-อกบอกให้รู้ว่ารอคำตอบอยู่

แต่ความตั้งใจของชายหนุ่มก็ถูกสั่นคลอนเมื่อพี่สาวคนเดียวเดินมาขวางหน้าพร้อมกับหยิบถุงเค้กขึ้นมา

"ป่ะ ซองมินพี่พาไปทานเค้กหลังร้านดีกว่า ดาจองด้วย มาเร็ว อ้อ ดูร้านไปก่อนนะคุณเจ้าของร้าน ฉันจะพาพนักงานไปชิมเค้ก" ประโยคหลังเธอหันมาสั่งน้องชายที่ยืนหน้านิ่งอยู่ด้วยความหมั่นไส้ เป็นห่วงเค้าขนาดนั้นแล้วมันจะเก็กดุไปทำไม(วะ)!!





"อร่อยมั้ยเด็กๆ" หลังจากที่เอาเค้กใส่จาน โจอาราก็นั่งมองซองมินและดาจองทานเค้กอย่างอารมณ์ดี พนักงานร้านหนังสือทั้งสองชมไม่ขาดปากว่าเค้กอร่อย หอม นุ่ม จนทำให้พี่สาวของโจคยูฮยอนหน้าบานเพราะหุบยิ้มไม่ได้

หญิงสาวตักเค้กให้ซองมินทานไปเรื่อยๆจนหมดชิ้นที่สามนั่นแหละคนที่เพิ่งหายป่วยจึงพึมพำว่าอิ่มแล้ว เห็นดังนั้นอิมดาจองจึงจัดการเอาจานและช้อนไปทำความสะอาดปล่อยให้โจอารานั่งคุยกับซองมินต่อไป

"แผลเป็นไงบ้างซองมิน" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆเมื่อถูกถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

"ไม่เป็นไรแล้วครับ เพียงแต่ระวังไม่ให้ถูกน้ำก็พอ ส่วนอาการอื่นๆก็หายเป็นปกติหมดแล้วครับ"

"ดีแล้วล่ะ หลังจากนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆนะซองมิน"

"ขอบคุณนะครับ" หญิงสาวยิ้มบางรับคำขอบคุณ ดวงตาเรียวรีมองสำรวจคนตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ถึงแม้เธอจะไม่ได้คลุกคลีกับพนักงานของร้านหนังสือคนนี้เท่าไรนัก

แต่จากคำบอกเล่าของน้องชายเธอเองรวมไปถึงการพบปะกันเป็นบางครั้งบางคราวก็ทำให้เธอรับรู้ได้ว่าอีซองมินเป็นเด็กนิสัยน่ารัก ทั้งยังฉลาดแล้วก็มีความคิด

ในครั้งแรกที่น้องชายคนเดียวเดินเข้ามาหาเธอถึงห้องทำงาน ขอร้องให้รับพนักงานจากร้านหนังสือของเจ้าตัวเข้าทำงานที่บริษัทเพียงเพื่อจะโอนตำแหน่งพนักงานดูแลร้านมาให้พนักงานคนใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาเป็นสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจ

โดยปกติโจคยูฮยอนไม่เคยทำอะไรตามใจตัวเองในลักษณะนี้ แต่ครั้งนี้น้องชายของเธอถึงกับลงทุนขอร้องให้เธอช่วยเหลือเพียงเพราะคนคนเดียว เธอจึงนับวันรอที่จะได้พบกับคนที่โจคยูฮยอนบอกว่าตามหามานาน เด็กชายตัวเล็กที่เคยช่วยให้น้องชายเธอรอดพ้นจากอุบัติเหตุจากการแข่งบาสเกตบอลตอน ม.ปลาย


"ซองมิน..คุณแม่อยากพบซองมินน่ะ" หญิงสาวหยุดมองปฏิกริยาตอบรับจากคนตรงหน้า อีซองมินมองสบตากับคนพูดด้วยใบหน้าประหลาดใจ เพียงอึดใจเดียวคุณพนักงานตัวน้อยก็คลี่ยิ้มน่ารักอย่างที่โจอารานึกชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นส่งกลับไป

"หรือครับ..แล้วท่านต้องการให้ผมไปพบเมื่อไหร่ครับ"

"พรุ่งนี้ตอนบ่ายโมง ซองมินขึ้นไปพบท่านที่ห้องทำงานนะ"

"ครับ.."






หลังจากที่โจอาราและคณะทำงานที่พากันมาเยี่ยมกลับไปแล้วซองมินจึงกลับขึ้นไปนอนบนห้องนอนที่ชั้นสามของร้านดังเดิม และก่อนที่จะกลับไปทำงานซองมินแอบได้ยินคุณเจ้าของร้านสั่งอิมดาจองไว้ว่าถ้าซองมินลงไปลันล๊าอยู่ที่หน้าเคาเตอร์เมื่อไหร่ให้โทรไปบอกทันที

ความจริงซองมินไม่ได้กลัวในสิ่งที่คุณเจ้าของร้านสั่งไว้เพียงแต่ตอนนี้ซองมินรู้สึกไร้อารมณ์ที่จะทำอะไรๆอย่างที่อยากทำไปแล้ว คนตัวเล็กลากผ้าม่านปิดเพื่อจำกัดความสว่างของห้องนอน พาตัวเองไปซุกอยู่ในผ้าห่มผืนนุ่มที่ดึงมาคลุมตัวไว้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ซองมินนอนนิ่งหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกทิ้งแล้วจึงสูดเอากลิ่นหอมเท่ห์เฉพาะตัวของคุณเจ้าของร้านเข้าไปจนเต็มปอด ทำอยู่อย่างนั้นจนผลอยหลับไปในที่สุด





ซองมินสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ากระเพาะน้อยๆเริ่มประท้วง คนตัวเล็กสะบัดผ้าห่มที่คลุมตัวออกก็พบว่ารอบๆกายมืดขึ้นไปอีกจากเมื่อตอนกลางวัน เมื่อเหลือบไปมองนาฬิกาก็ต้องแปลกใจที่ตัวเองถูกปล่อยให้นอนไปนานขนาดนี้

คนตัวเล็กไถลลงจากเตียงแล้วจึงไปเปิดไฟในห้องเป็นอันดับแรก เมื่อแสงสว่างเข้ามาแทนที่ความมืดคุณพนักงานตัวน้อยจึงเห็นว่าคุณเจ้าของร้านเอนหลังอยู่บนโซฟาตัวยาว ชายหนุ่มหลับตานิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ใบหน้าคมเรียบนิ่งอย่างที่ซองมินชอบมอง เท้าเล็กพาเจ้าของก้าวเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่บนโซฟา

แปลก..ทั้งที่ถ้าอยู่ในยามปกติคุณเจ้าของร้านจะต้องปลุกซองมินขึ้นมาทานข้าวทานยาตั้งแต่ที่คุณชายเธอเลิกงาน แต่วันนี้คุณเจ้าของร้านกลับปล่อยให้ซองมินนอนยาวจนถึงสองทุ่มแบบนี้แถมเจ้าตัวยังมานอนหลับคอพับคออ่อนอยู่ที่โซฟาอีกด้วย คนตัวเล็กหยุดยืนตรงหน้าคนนอน

ดวงตากลมสำรวจไปบนใบหน้าขาวจัดที่วันนี้ดูจะไร้สีสันแถมคิ้วเข้มยังขมวดมุ่นแม้กระทั่งในยามที่เผลอหลับ อีซองมินค่อยๆเดินอ้อมโต๊ะตัวเล็กตรงหน้าโซฟาเข้าไปหาคุณเจ้าของร้านก่อนจะหย่อนตัวเองลงนั่งข้างๆคนตัวโต เอนศีรษะไปพิงกับไหล่กว้างเบาๆ มือน้อยสอดไปกุมไว้กับมือหนาแล้วปิดเปลือกตาลง เงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย


สัมผัสอุ่นร้อนที่ขมับเล็กทำให้คนที่เพิ่งเอนตัวพิงไปกับร่างสูงใหญ่ถึงกับสะดุ้ง แล้วซองมินก็รู้สึกถึงวงแขนแข็งแรงที่โอบกระชับรอบเอวกลมของตัวเอง

"ไม่ได้หลับหรือครับ" เมื่อเห็นว่าคนที่กระทำการอุกอาจเมื่อครู่ไม่มีอาการงัวเงียให้เห็น ซองมินที่แอบคิดไปว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้คนนอนตื่นขึ้นมาหรือเปล่าจึงเอ่ยถามขึ้น


"เปล่า ไม่ได้หลับหรอก ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยน่ะ"


"เรื่องงานหรือครับ" โจคยูฮยอนเอียงศีรษะได้รูปไปอิงกับศีรษะของคนข้างๆ กลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยมาแตะปลายจมูกทำให้คิ้วที่เคยขมวดมุ่นกลับคลายออกโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว มือหนากระชับเข้ากับมือบางที่กอบกุมกันไว้แล้วต่างคนก็นั่งเงียบ คยูฮยอนปล่อยให้ระบบความคิดที่ตีรวนมาเกือบทั้งวันจากอารมณ์คุกกรุ่นจัดเรียงตัวกันใหม่




วันนี้ผู้เป็นมารดาเข้ามาหาเขาที่ห้องทำงาน..

โจคยูฮยอนมองเห็นแววกังวลใจในดวงตาคู่นั้นในยามที่มารดาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน ชายหนุ่มวางปากกาก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะไปหาแล้วพาคุณนายโจไปนั่งที่โซฟารับแขก

"แม่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ ถึงต้องมาหาผมถึงที่นี่" แน่นอนว่าเรื่องที่มารดาอยากจะคุยกับเขาต้องเป็นเรื่องสำคัญพอที่จะทำให้ท่านมาหาเขาถึงห้องทำงานแทนที่จะเรียกเข้าไปพบเช่นทุกที

"แม่อยากคุยกับลูกเรื่องซองมิน" ผู้สูงวัยกว่าเดินหน้าเข้าประเด็นที่ต้องการคุยกับลูกชายแบบไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา

คยูฮยอนนิ่งไปกับคำบอกเล่านั้นทั้งน้ำเสียงและสายตาของมารดาบอกให้รู้ว่าสิ่งที่ท่านอยากจะคุยกับเขาเกี่ยวกับอีซองมินคือเรื่องใด จริงอยู่ว่าเขาไม่เคยคิดที่จะปิดเรื่องระหว่างเขากับซองมินเป็นความลับ แต่ทว่าคยูฮยอนเองก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัวถ้าจะมีใครสักคนมาถามเรื่องของเขากับคนรัก ใบหน้าคมกลับมาเรียบนิ่งเมื่อถูกมารดาจ้องมองราวกับจะจับผิด โจคยูฮยอนไม่ได้หลบสายตาของท่านและไม่เคยคิดทำ

"ลูกกับซองมินรักกัน.." ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเป็นคำตอบ เขาพร้อมจะยอมรับกับทุกคนว่าเขารักอีซองมิน

"ครับ ผมกับซองมิน..เรารักกัน" เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ลูกชายของเธอตอบคำถามด้วยคำพูดและแววตา

"แต่แม่คิดว่า.."

"แม่คิดว่าเรื่องแบบนี้มันไม่สมควรหรือครับ" เรื่องแบบนี้ในความหมายของลูกชายคือความรักที่คนทั่วไปมองว่าผิดปกติ แต่มารดากลับส่ายหน้า

"นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือซองมินเป็นแค่พนักงานขายของ เป็นเด็กผู้ชายธรรมดา แต่ลูก..โจคยูฮยอนลูกรู้ใช่ไหมว่าอีกไม่นานลูกจะต้องเป็นผู้บริหารบริษัทนี้ ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือเล็กๆร้านนั้น"

"แม่กำลังจะบอกว่าซองมินไม่คู่ควรที่จะรักกับผม..งั้นหรือครับ"

"แม่คิดว่าแม่บอกไปแล้ว..อย่างชัดเจน"

"แม่ใช้อะไรตัดสินครับ.. ว่าซองมินไม่คู่ควรกับผม"

"โจคยูฮยอน เปิดตาให้กว้างอย่ามองเพียงแค่ความรักตรงหน้า ทั้งฐานะ หน้าที่การงาน ถ้าจะพูดกันตามตรง เด็กคนนั้นไม่มีอะไรคู่ควรกับลูกเลย"

"แม่มองว่าสิ่งเหล่านั้นมันสำคัญมากไปกว่าความรักหรือครับ"

"เปล่า แต่แม่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความรักของลูกสมบูรณ์แบบมากขึ้น"

"ถ้าผมบอกว่าผมไม่สนใจ ผมจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวใช่ไหมครับ" มือบางที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าวางทับลงไปบนมือหนา คุณแม่บีบมือของลูกชายเบาๆ

"แม่เชื่อว่าลูกของแม่ไม่ใช่คนแบบนั้น"

".................."










"ซองมิน.." คนตัวเล็กยกศีรษะขึ้นมองคนเรียก


"ว่าไงครับ" คยูฮยอนมองใบหน้าน่ารักที่ลอยอยู่ตรงหน้า ซองมินเอียงคอไปมารอฟังว่าคนเรียกจะพูดอะไร

"คุณแม่ของผม..ท่านอยากพบซองมิน" อีซองมินหัวเราะน้อยๆ แค่คุณนายท่านอยากพบซองมินทำไมสองพี่น้องถึงได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่นัก

"ทราบแล้วครับ เมื่อกลางวันคุณอาราบอกผมแล้ว"

"พี่มาบอกซองมินแล้วหรือ" โจคยูฮยอนทำเสียงประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน

"ครับ ว่าแต่ดูคุณคยูฮยอนเครียดๆนะครับ" นิ้วเล็กแตะลงบนระหว่างคิ้วร่างสูงแล้วคลึงเบาๆ ใบหน้ากลมอิ่มยิ้มบาง คยูฮยอนวางมือลงบนแก้มเนียนประคองแก้มกลมๆเข้ามาใกล้แล้วจึงแนบริมฝีปากลงกับหน้าผากมน

"ซองมิน..รู้ใช่ไหมว่าผมรักซองมิน" คยูฮยอนหยุดริมฝีปากหนาไว้แล้วกระซิบรักกับมุมปากเล็กไม่มากไปกว่านั้น อีซองมินรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าเมื่อสิ้นเสียงทุ้มนุ่ม

"เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เชื่อใจผมนะ"

"ครับ.." คนตัวเล็กพยักหน้าเบาๆก่อนจะซุกหน้าเข้ากับอกกว้าง



อีซองมินยกนาฬิกาขึ้นมองเป็นรอบที่สามเมื่อเดินมาถึงหน้าลิฟท์ภายในบริษัทที่เป็นสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ พนักงานหลายคนกำลังจะกลับเข้าทำงานในช่วงบ่ายเลยทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยชายหนุ่มหญิงสาวในชุดทำงาน

คนตัวเล็กยืนรอลิฟท์ไปเรื่อยๆเมื่อเห็นว่าตนเองมาถึงก่อนเวลานัดสำคัญถึงสิบห้านาที อีซองมินเริ่มรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าที่จะได้พบกับคุณผู้หญิงของตระกูลโจ

ถึงแม้ว่าจะเคยพบกันหลายครั้งแต่ก็เป็นเพียงแค่การทักทายกันตามปกติในยามที่ท่านไปตามหาลูกชายที่ร้าน แต่การพบกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คุณผู้หญิงออกปากว่าต้องการพบซองมินอย่างจริงจัง


หมับ! สัมผัสตรงต้นแขนเรียกให้ซองมินหลุดจากภวังค์แห่งความกังวลใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าใครกำลังเลื่อนมือจากต้นแขนกลมกลึงลงมาจับข้อมือเล็กไว้

โจคยูฮยอนออกแรงพาคุณพนักงานในร้านหนังสือที่พ่วงตำแหน่งคนรักเดินผ่านพนักงานทั้งหลายที่ออกันอยู่หน้าลิฟท์สองตัวกลางเพื่อเข้าไปยังลิฟท์ตัวที่อยู่ริมในสุด..เส้นทางพิเศษสำหรับผู้บริหารระดับสูง ลิฟท์ตัวเดียวที่จะพาอีซองมินไปหาท่านประธานของสำนักพิมพ์แห่งนี้




"มาได้ยังไงครับ" โจคยูฮยอนหลุดหัวเราะแบบไร้เสียง เมื่อได้ยินคำถามจากปากคนตัวเล็ก

"อีซองมิน..ผมทำงานที่นี่นะ" ซองมินบู้ปากใส่ตัวเองเมื่อไดรับคำตอบ เพราะมัวแต่กังวลเรื่องที่จะต้องไปคุยกับคุณผู้หญิงตอนที่เจอคุณเจ้าของร้านซองมินก็เลยเผลอพูดอะไรที่ไม่ทันได้คิดออกไป

"คุณคยูฮยอนก็ต้องไปพบคุณผู้หญิงหรือครับ" ชายหนุ่มส่ายหน้า

"ก็คุณแม่ท่านนัดซองมินไว้บ่ายโมงไม่ใช่หรือไง"

"ครับ"

"ผมก็แค่ลงมารับซองมินไปส่งให้ท่านน่ะ" เพราะเขารู้ว่าช่วงใกล้เวลาเข้างานคือช่วงที่พนักงานจะเยอะเป็นพิเศษหากจะขึ้นไปยังชั้นอื่นๆของสำนักพิมพ์แห่งนี้ เขาไม่อยากให้ซองมินต้องยืนรอลิฟท์นานๆก็แค่นั้นเอง


เสียงสัญญาญเตือนว่าลิฟท์มาถึงชั้นที่ผู้โดยสารต้องการ โจคยูฮยอนก้าวอกจากลิฟท์โดยที่มือหนายังคงจับข้อแขนเล็กไว้ ซองมินมองเห็นร่องรอยความประหลาดใจได้ทันทีที่พ้นจากตัวลิฟท์ พนักงานหลายคนมองมาที่ซองมินหลังจากก้มหัวทักทายโจคยูฮยอนแล้ว อีซองมินค่อยๆบิดแขนออกจากการเกาะกุมของร่างสูง ชายหนุ่มหันมามองซองมินเพียงเล็กน้อยแล้วจึงยอมปล่อยมือแต่โดยดี


โจคยูฮยอนพาซองมินมาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะของหญิงวัยกลางคนพร้อมกับบอกเสียงเรียบ

"คุณมียองครับ ผมมาพบท่านประธาน" คิมมียองยกหูโทรศัพท์ก่อนจะกรอกเสียงลงไป เพียงอึดใจเดียวเธอก็หันมายิ้มให้ทั้งสองคน

"เชิญค่ะ"






กรอบเงาร่างสูงเดินผ่านประตูบานสวยเข้าไปภายในห้องทำงานส่วนตัวของท่านประธานบริษัท โดยมีร่างเล็กของคนที่ท่านประธานต้องการพบตามเข้ามา

อีซองมินหยุดยืนโค้งตัวทำความเคารพผู้สูงวัยกว่าด้วยท่าทีสงบนิ่ง

"สวัสดีครับ คุณผู้หญิง" คุณผู้หญิงพยักหน้าน้อยๆแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ท่านเดินนำคนทั้งสองไปที่โซฟารับแขกมุมห้อง

"นั่งสิ ซองมิน แม่กำลังจะโทรไปตามลูกมาคุยด้วยอยู่พอดี"ท้ายประโยคท่านหันไปพูดกับลูกชายคนเล็กที่กำลังหย่อนนั่งลงข้างๆซองมิน

"เป็นไงบ้างซองมิน เห็นว่าได้รับบาดเจ็บหนัก ฉันไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเธอเลย"

" เกือบจะหายเป็นปกติแล้วครับ แผลที่ถูกแทงก็เชื่อมติดกันสนิทดีแล้วครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงครับคุณผู้หญิง"

"โจคยูฮยอน ช่วยไปบอกคุณมียองให้แม่ทีว่าขอน้ำชาสามที่ แล้วก็ช่วยเดินไปตามโจอาราที่ห้องทำงานให้มาพบแม่ที" ชายหนุ่มเหลือบมองมารดาและคนรักก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วออกจากห้องไป


"ฉันได้ยินมาว่าเธอคบหาอยู่กับคยูฮยอน..ใช่ไหม" อีซองมินเบิกตาขึ้นน้อยๆ นิ่งอึ้งกับคำถามนั้น แผ่นหลังบางยืดตรงขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าเล็กก้มต่ำลงเล็กน้อย คุณนายโจไม่ได้ถามย้ำแต่กลับปล่อยให้อีซองมินรวบรวมสติที่ถูกปัดให้กระเจิงด้วยคำถามตรงประเด็นที่เธอต้องการฟังคำตอบ

ความจริงเธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วเพียงแต่สิ่งที่เธออยากได้ยินตอนนี้คือคำพูดของคนรักของลูกชาย อีซองมินเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อีกฝ่ายหลังจากรวบรวมกำลังใจกลับคืนมาได้

"ครับ.."


"ขอบคุณที่ตอบตามความจริง เธอทำให้ฉันไม่ต้องลำบากใจที่จะพูดในสิ่งที่ฉันคิดว่าสมควรจะพูด"

"เธอทราบใช่ไหมว่าโจคยูฮยอนมีตำแหน่งอะไรในบริษัทนี้"

"ผมพอจะทราบครับ"

"ลูกชายของฉันไม่ได้เป็นแค่เจ้าของร้านหนังสือเล็กๆที่เธอทำงานอยู่ แต่เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารของบริษัทนี้ และต่อไปเขาจะต้องสืบทอดตำแหน่งของฉัน เขามีหน้าที่ต้องบริหารจัดการบริษัทนี้ทั้งหมด เขาต้องควบคุมดูแลพนักงานหลายร้อยคนทั้งในและนอกประเทศ"

อีซองมินนั่งฟังในสิ่งที่มารดาของโจคยูฮยอนพูดด้วยอาการสงบนิ่ง นอกจากคำถามแรกแล้วซองมินก็ควบคุมอารมณ์และการแสดงออกได้เป็นอย่างดี คนตัวเล็กรับฟังในสิ่งที่ท่านพูดด้วยรอยยิ้มบาง

"เธอคิดว่าลูกชายของฉันควรจะมีคู่ชีวิต เป็นแค่พนักงานขายหนังสือในร้านหนังสือเล็กๆไหม"

"การที่ฉันวางกรอบทางเดินให้เขาตั้งแต่เล็กจนโตทำให้ฉันสบายใจว่าเขาจะได้เจอคนในระดับเดียวกัน ฉันส่งเขาไปเรียนในโรงเรียนอันดับหนึ่งของประเทศนี้ หลังจากนั้นก็ส่งไปเรียนต่อในสถาบันที่ติดอันดับโลก เพื่อกลับมาเป็นผู้บริหารที่มีคุณภาพ ดังนั้นคู่ครองของเขาควรจะเป็นคนที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีเช่นกัน ฉันไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องได้แต่งงานกับคนที่รวยล้นฟ้า ฉันเพียงแต่หวังว่าเขาจะได้ใช้ชีวิตกับคนที่เหมาะสมกับเขา ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหม"


ซองมินนิ่งฟังในสิ่งที่ผู้เป็นแม่ต้องการให้ลูกชายได้รับ ขบคิดถึงความแตกต่างทางสังคมของตนเองกับโจคยูฮยอน สิ่งที่ท่านพูดมาอาจจะดูโหดร้ายแต่สำหรับคนเป็นแม่ย่อมต้องการให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งซองมินเองก็มองเห็นความเป็นจริงข้อนั้น ท่านเป็นมารดาที่มอบทุกอย่างให้ลูกได้แม้กระทั่งชีวิต ในขณะที่อีซองมินเป็นเพียงคนรักที่มอบให้ได้แค่ความรักและความหวังดี..โจคยูฮยอนคือผู้ชายที่มีแต่ความเพียบพร้อมในชีวิต และอีซองมินไม่ต้องการเป็นจุดด่างในชีวิตของโจคยูฮยอน


"ขอบคุณครับ ที่กรุณาช่วยให้ผมมองเห็นในสิ่งที่ผมไม่เคยมองและคิดถึง"


"ฉันดีใจที่เธอเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด"


"ผมจะ.."


"อย่าเพิ่งตัดสินใจ"มือของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเอื้อมมาแตะมือเล็ก

"ฉันพูดให้เธอฟังยังไม่ถึงสิบนาที แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะกำหนดชีวิตเธอต่อไปในอนาคต "
"ไปคิดไตรตรองให้ดีซองมิน ลูกชายของฉันรักเธอและเขาคงไม่ต้องการเสียเธอไป และฉันก็ไม่ต้องการเสียลูกชายเพียงคนเดียวไปเหมือนกัน"

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการพูดคุยของคนทั้งคู่ อีซองมินหันไปก็สบเข้ากับดวงตาคมหวานของโจคยูฮยอนชายหนุ่มเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่เดิมพร้อมๆกับที่โจอาราเดินผ่านประตูเข้ามาตามติดมาด้วยร่างของเลขาคนสนิทของท่านประธาน

คิมมียองประคองถาดบรรจุแก้วน้ำชาสำหรับสี่ที่เข้ามาเป็นคนสุดท้าย ซองมินทักทายพี่สาวของโจคยูฮยอนก่อนจะกลับไปนั่งนิ่งตามเดิมจนประตูบานสวยปิดตามหลังคิมมียองที่เดินออกไปแล้ว โจอาราที่สังเกตเห็นความเงียบผิดปกติจึงหันไปหามารดา

"คุณแม่มีอะไรหรือคะ ถึงให้คยูไปตามหนูมาพบ"

"แม่จะถามลูกเรื่องเค้ก เย็นนี้แม่อยากทานเค้กฝีมือหนู ชวนน้องกับซองมินไปทานด้วย ไปทานข้าวที่บ้านกัน"ว่าจบท่านก็หันมาหาคนที่นั่งเงียบอยู่

"ซองมิน วันนี้ไปทานข้าวที่บ้านนะ เดี๋ยวเย็นนี้เลิกงานแล้วให้คยูฮยอนไปรับที่ร้าน" ซองมินมองสบตาคนชวนแล้วจึงพยักหน้ารับ

"ครับคุณผู้หญิง"

"กลับไปทำงานต่อเถอะซองมิน คยูฮยอนไปส่งซองมินทีนะ แม่มีเรื่องจะคุยกับพี่สาวของลูก" อีซองมินลุกขึ้นยืนโค้งตัวพร้อมกับกล่าวลาคนที่สูงวัยกว่าทั้งสอง

ร่างเล็กเดินออกจากห้องมาพร้อมกับโจคยูฮยอน ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่หน้าลิฟท์กดกดปุ่มเรียก เมื่อประตูเปิดออกแล้วจึงดันคนตัวเล็กเข้าไปก่อน นิ้วเรียวกดปุ่มCLOSEบนแผงควบคุมเรียบร้อยแล้วจึงหันมาหาอีกฝ่าย

"คุณแม่คุยอะไรกับซองมิน"

"ท่าน..เล่าเรื่องสนุกให้ฟังครับ"

"ซองมิน.."คยูฮยอนเรียกคนรักเสียงหนักบอกให้รู้ว่าอย่าได้ปิดบัง แต่ก่อนที่จะได้คาดคั้นกันต่อ ลิฟท์ตัวพิเศษก็พาคนทั้งคู่มาถึงชั้นล่างสุด อีซองมินก้าวออกจากลิฟท์โดยไม่รั้งรอ คนตัวเล็กเดินนำหน้าอีกฝ่ายออกไปจากตัวตึก

ก้าวยาวๆเพื่อจะไปให้ถึงร้านหนังสือให้เร็วที่สุด คำพูดทั้งหลายที่ได้ฟังมาทำให้สภาพจิตใจของซองมินไม่ปกติ เขาไม่ได้โกรธเพียงแต่ เมื่อคำพูดพวกนั้นฉายวนซ้ำอยู่ในสมอง ซองมินก็ยิ่งมองเห็นความเป็นจริงทั้งหลายได้ชัดเจนขึ้นทุกที ภาพพนักงานหลายคนค้อมตัวทำความเคารพผู้บริหารระดับสูงที่เดินแกมวิ่งตามเขาออกมาจากบริษัทตอกย้ำคำพูดของคุณนายโจได้เป็นอย่างดี

โจคยูฮยอนคือคนที่สมควรได้รับความเคารพ ด้วยตำแหน่งฐานะ หน้าที่การงานและสถานะภาพทางสังคม แล้วเขาล่ะ..อีซองมินคนธรรมดา เป็นแค่พนักงานในร้านหนังสือเล็กๆ .. คนอย่างเขาสมควรหรือเปล่าที่จะได้รับสิ่งเหล่านั้น..



มือเล็กผลักประตูร้านเข้าไป ซองมินไม่ได้หยุดทักดาจอง คนตัวเล็กเดินไปที่บันไดเพื่อไปยังชั้นสาม ดาจองมองตามพี่ชายตัวเล็กไปก่อนจะพบว่าพี่ชายตัวโตกำลังเดินเข้าร้านมา โจคยูฮยอนยิ้มให้ดาจองเล็กน้อยแล้วก็วิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นสามเช่นกัน มือหนาเปิดประตูออกก็พบว่าซองมินนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา เจ้าของร่างสูงก้าวไปหยุดตรงหน้า

"ซองมิน"

"ไม่ไปทำงานหรือครับ"

"ซองมิน คุณแม่คุยอะไรด้วย"คนตัวเล็กยังคงยิ้ม โจคยูฮยอนเบือนหน้าหนีรอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่มาจากริมฝีปากดันแก้มกลมๆขึ้นแต่ดวงตากลับว่างเปล่า รอยยิ้มที่เขาไม่อยากมอง เพราะมันไม่ใช่รอยยิ้มของอีซองมิน

"ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณคยูฮยอนรีบกลับไปทำงานเถอะ ผมเหนื่อย อยากนอน"

"ซองมิน แบบนี้ผมไม่สบายใจ"ซองมินช้อนตามองคนพูด

"ผมก็ไม่สบายใจเหมือนกัน ขอผมอยู่คนเดียวสักครู่ได้ไหม"เมื่อเห็นว่าทำอะไรไม่ได้ ร่างสูงจึงเดินกลับไปที่ประตู

"อย่าคิดมากนะซองมิน"

"เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้มากครับ"คยูฮยอนพ่นลมหายใจแรงๆแล้วพยักหน้า

"ผมรักซองมินนะ" ประตูบานสวยปิดลงหลังสิ้นเสียงนั้น อีซองมินหลับตาเอนตัวพิงกับโซฟา

"ผมก็รักคุณคยูฮยอนเหมือนกัน.."

 

 

คนตัวเล็กนั่งอยู่แบบนั้น นิ่งคิดหาทางออก ไตร่ตรองถึงความเหมาะสม อีซองมินควรจะคิดถึงคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่มองเพียงแค่ตัวเอง หากเขากับคุณคยูฮยอนรักกันสักวันก็ต้องมีคนรับรู้ ชื่อเสียงทางสังคมสำหรับซองมินอาจจะไม่สำคัญแต่ไม่ใช่กับนักธุรกิจแบบโจคยูฮยอน

ถ้าซองมินยังดึงดันจะคบกับคุณคยูฮยอน ต่อไปในอนาคตความรักของซองมินจะทำให้ชีวิตของโจคยูฮยอนมีปัญหาหรือเปล่า

ซองมินมองไปรอบๆ ในห้องนอนบนชั้นสาม ถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไปซองมินคิดว่าห้องนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักและความสุข คนที่ซองมินรักและรักซองมินคือผู้ชายที่ชื่อโจคยูฮยอน คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นเพียงคนที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป เพราะฉะนั้นจะให้ซองมินแคร์คนทั้งโลกแล้วละทิ้งความรู้สึกของคนที่รักซองมินเช่นนั้นหรือ..

มือเล็กคว้าเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรที่คุ้นใจ..

"แม่ครับ..ผมมีเรื่องจะปรึกษา"




คนตัวเล็กเดินตามร่างสูงเข้าไปในบ้านตระกูลโจ สาวใช้สองคนเดินมารับของแล้วบอกกับคุณหนูของเธอว่าคุณโจอารากำลังทำเค้กอยู่ที่ห้องครัว

ซองมินหันไปสบตากับคยูฮยอนเพื่อบอกว่าให้พาไปที่ห้องครัวบ้าง

"ไปทำไมซองมิน"

"ก็ผมอยากเห็นตอนที่คุณอาราเธอทำเค้กนี่ครับ" พอพ้นประตูห้องครัวเข้าไป โจคยูฮยอนก็ฝากซองมินไว้กับพี่สาวแล้วขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

"ว่าไงซองมิน ทำเป็นใช่ไหม" ซองมินยิ้มกว้าง

"เป็นครับ" โจอาราพยักหน้าแล้วจึงหันไปสั่งให้สาวใช้ที่ช่วยหล่อนอยู่ออกไปทำอย่างอื่น



"เมื่อวานคุณแม่คุยกับซองมินแล้วใช่ไหม" โจอาราเริ่มคุยหลังลับร่างบุคคลที่สามไปแล้ว ซองมินละสายตาจากกล่องเนยในมือก่อนจะสบตาคนถาม

"ครับ..ท่านคุยแล้ว"

"ท่านไม่ได้บอกให้ซองมินเลิกคบกับคยูฮยอนใช่ไหม" ซองมินส่ายหน้า

"ไม่ครับ ท่านให้ผมกลับไปคิดว่าควรจะทำยังไง"

"มีอะไรให้พี่ช่วยไหม" ซองมินยิ้มน้อยๆ มองคนพูดด้วยความซาบซึ้งใจ ทำไมซองมินจะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้อยู่เบื้อหลังทางออกของปัญหาหลายๆเรื่อง แต่ซองมินคิดว่าปัญหาในครั้งนี้เขากับคุณคยูฮยอนควรจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

"ไม่เป็นไรครับ แต่ผมคิดว่าผมกับคุณคยูฮยอนควรจะแก้มันด้วยตัวเองมากกว่า มันเป็นปัญหาใหญ่ก็จริงครับ แต่มันไม่ได้ถึงกับคอขาดบาดตาย แล้ว..ผมคิดว่าทางออกของปัญหานี้มันก็ง่ายนิดเดียว"

"แล้วซองมินจะทำยังไง" ที่เธอถามซักไซร้ ไม่ได้เป็นเพราะว่าต้องการอยากรู้เรื่องของทั้งสองคน เพียงแต่โจคยูฮยอนเป็นน้องชายที่เธอรักและอีซองมินก็เป็นเด็กที่เธอออกจะเอ็นดูอยู่ไม่น้อย เธอไม่ต้องการให้ใครเสียใจทั้งนั้น แต่อีซองมินก็แค่เพียงยิ้มให้เธอเป็นคำตอบ





เมื่ออาหารมื้อเย็นจบลงนายหญิงของบ้านตระกูลโจจึงชักชวนลูกสาวลูกชายรวมไปถึงซองมินออกมานั่งคุยกันที่สนามหน้าบ้าน เค้กเนยสดชิ้นขนาดพอดีถูกนำมาเสิร์ฟเป็นของหวานรวมไปถึงน้ำชาชั้นดี
เสียงโจอาราแนะนำเค้กชนิดใหม่ดังเจื้อยแจ้วสลับกับเสียงหัวเราะของผู้เป็นมารดา

เธอชมซองมินมากมายเกี่ยวกับเกร็ดเล็กๆน้อยๆในการทำเค้กที่เด็กหนุ่มบอกเพิ่มเติมให้กับเธอ

อีซองมินลอบมองคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ วันนี้โจคยูฮยอนเงียบผิดปกติ ไม่หัวเราะตามมุกตลกของโจอารา และดูไม่ค่อยสนใจจะตอบคำถามของใครๆในวงสนทนา

ชายหนุ่มดูไม่ค่อยพอใจในเรื่องที่เขาเลี่ยงจะตอบคำถาม เขารู้ว่าคุณคยูฮยอนร้อนใจ อยากรู้ว่ามารดาของตนเองพูดอะไรกับเขาไปบ้าง ไม่ใช่ซองมินไม่อยากบอกเพียงแต่ถ้าบอกไปก่อนบรรยากาศดีๆอย่างตอนนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น


"ซองมิน.."อีซองมินหันไปหาคนที่เรียกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ครับ คุณผู้หญิง"

"เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกลางวัน.." คราวนี้คนที่ดูเหมือนจะตัดตัวเองออกจากวงสนทนากลับหันมาสนใจมารดาทันที โจคยูฮยอนมองหน้ามารดาสลับกับอีซองมิน

"ผมมีคำตอบแล้วครับ แต่ผมอยากเรียนกับคุณผู้หญิงเป็นการส่วนตัว"ประโยคหลังซองมินหันไปมองร่างสูงอย่างจงใจ พี่สาวที่แสนดีอย่างโจอาราจึงสะกิดน้องชายให้ลุกขึ้น คยูฮยอนอิดออดเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกมารดาขัดขึ้นเสียก่อน

"คยูฮยอนไปช่วยพี่เขาเตรียมเค้กใส่กล่องให้แม่ทีนะ พรุ่งนี้แม่จะเอาไปเลี้ยงเด็กๆที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า" ชัดเจนแบบไม่ต้องอธิบายต่อ..มารดาของเขาและซองมินไม่ต้องการให้เขารับรู้ในเรื่องที่กำลังจะคุยกัน



อีซองมินสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อลดความกดดัน โดยมีสายตาคุณนายโจจับจ้องอยู่ เด็กหนุ่มสบตากับท่านแล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง

"ผมกลับไปคิดทบทวนมาแล้วครับ ผมทราบดีว่าคุณผู้หญิงหวังดีกับคุณคยูฮยอนอย่างที่คนเป็นแม่ทุกคนเป็น แต่ผมขออนุญาตเรียนคุณผู้หญิงว่าผมรักคุณคยูฮยอนและคุณคยูฮยอนเองก็รักผมเช่นกัน ชีวิตผมในตอนนี้อาจจะยังดูไม่มั่นคง แต่ผมขอโอกาสพิสูจน์ตัวเองได้หรือเปล่าครับ เพราะผมคิดว่าถ้าจะให้ผมเลิกคบกับคุณคยูฮยอนเพียงเพราะฐานะทางสังคมของเราต่างกัน มันคือการดูถูกตัวเอง ผมอยากพิสูจน์ให้ท่านและคนอื่นๆเห็นว่าเพื่อคนที่ผมรัก ผมพร้อมจะเป็นคนที่ดีกว่านี้.."

"แล้วเธอจะพิสูจน์ตัวเองยังไง"

"ผมจะไปเรียนต่อ..ที่อเมริกาครับ ในระหว่างที่อยู่ที่โน่น ผมจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นอีซองมินที่มีค่าพอกับความรักของคุณคยูฮยอน แล้วผมก็หวังว่าคุณผู้หญิงจะให้โอกาสนั้นกับผมครับ" มารดาของโจคยูฮยอนคลี่ยิ้มเมื่อได้ฟังคำพูดจากปากของซองมิน

"ขอบใจมากที่เธอไม่หนีปัญหาไปง่ายๆ ขอบใจที่เธอพร้อมจะเป็นคนรักที่ดีของลูกชายฉัน ฉันดีใจที่เธอให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขามากกว่าตัวเอง ขอบใจนะซองมิน"

เด็กหนุ่มโค้งตัวรับคำขอบ-อกขอบใจจากปากมารดาของคนรัก ก่อนจะเอ่ยขอตัวไปตามหาโจคยูฮยอน แล้วซองมินก็พบว่าชายหนุ่มนั่งหน้านิ่งอยู่หน้าทีวีจอใหญ่ในห้องนั่งเล่นคนตัวเล็กจึงเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ


"ผมคิดว่าคุณคยูฮยอนไปช่วยคุณอาราเสียอีก"

"ซองมิน จะพูดเรื่องของเราได้หรือยัง" อีซองมินลงนั่งข้างๆร่างสูง

"จะคุยกันที่นี่ หรือจะกลับไปที่ร้านครับ"

"ซองมินจะนอนที่นี่ไหมล่ะ" อีซองมินส่ายหน้ายิ้มๆ

"ไม่ครับ"

"โอเค งั้นกลับไปคุยกันที่ร้าน" ว่าจบโจคยูฮยอนก็พาซองมินมาลาคุณแม่และพี่สาวคนสวย แล้วพากันเดินทางกลับไปที่ร้านหนังสือ



"ซองมินบอกคุณแม่ว่ายังไงบ้างคะ"

"เด็กคนนั้นบอกแม่ว่า เขารักโจคยูฮยอนของเรามากแค่ไหน ถ้าลูกได้ฟังเขาพูด ลูกจะต้องนึกรักเขามากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่ๆ" พี่สาวของโจคยูฮยอนทำตาโต

"ขนาดนั้นเลยหรือคะ แบบนี้คุณแม่ก็สบายใจแล้วสิคะ"

"ถ้าหมายถึงซองมิน..ตอนนี้แม่สบายใจ แต่..แม่ไม่คิดว่าจะใช่กับน้องชายของลูก" ทำไมเธอจะไม่รู้นิสัยของลูกชายตัวเอง โจคยูฮยอนคงไม่ยอมเข้าใจเหตุผลของซองมินง่ายๆแน่นอน หลังจากที่เธอได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักที่แสนยาวนานของโจคยูฮยอนจากปากของโจอาราแล้ว




ใบหน้าคมไม่มีรอยยิ้มอย่างที่ซองมินคุ้นเคย หลังจากที่ซองมินบอกคุณเจ้าของร้านว่าจะไปเรียนต่อ โจคยูฮยอนก็เงียบมาตลอดทางจนกระทั่งถึงที่ร้าน

ชายหนุ่มเดินดุ่มขึ้นไปที่ชั้นสามก่อนที่ซองมินจะตามขึ้นไปหลังจากสำรวจประตูหน้าต่างภายในร้านให้เรียบร้อย คนตัวเล็กเดินไปหยุดยืนที่โซฟาตัวใหญ่ที่มีเจ้าของห้องจับจองอยู่

"โกรธหรือครับ" ดวงตาคมตวัดมองคนถาม ซองมินไม่เห็นร่องรอยของความโกรธอย่างที่คิดไว้ แต่กลับมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยถ้อยคำตัดพ้อโดยที่เจ้าตัวไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว คนตัวเล็กยืนต่อตากับคนที่นั่งบนโซฟา สองมือน้อยยกไปประคองใบหน้าของคยูฮยอนไว้

"ถ้าไม่โกรธ ก็คุยกันนะครับ" คยูฮยอนคว้ามือเล็กไว้แล้วจึงดึงเอาซองมินมานั่งลงข้างๆ

"คิดจะทำอะไรทำไมไม่คุยกันก่อน"

"ขอโทษครับ.."

"แค่คำขอโทษมันไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรได้มากขึ้นหรอกนะซองมิน" คนตัวเล็กยิ้มบางก่อนจะเอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่ายไว้

"คิดว่าแค่ส่งตัวเองไปเรียนต่อแล้วมันจะแก้ปัญหานี้ได้หรือ"

"ใช่ครับ และผมก็คิดว่ามันเป็นวิธีที่ใช้แก้ปัญหาได้ถูกจุด ถึงแม้จะต้องใช้เวลานานไปหน่อย"

"ซองมิน..เรื่องของเรามันไม่ใช่ปัญหา เรื่องแบบนี้มันไม่ได้ทำให้เรารักกันมากขึ้นหรือน้อยลงเลยนะ"

"ตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ต่อไปปัญหามันจะเกิดจากตรงนี้ต่างหากครับ" ซองมินมองอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจัง

"ผม..เป็นแค่พนักงานขายหนังสือในร้านหนังสือเล็กๆ ถึงแม้เงินเดือนจะสูงแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นแค่เด็กขายของ ผมไม่มีความมั่นคงในชีวิตพอที่จะดูแลใครสักคน"

"ซองมินก็รู้ว่าผมดูแลซองมินได้ ผมรักซองมิน แค่เราอยู่ด้วยกันไปแบบนี้ไม่เห็นต้องคิดมาก แค่ซองมินคนเดียวผมรับผิดชอบได้อยู่แล้ว..."

"ขอบคุณครับที่หวังดี แต่..คุณคยูฮยอนกำลังดูถูกผมอยู่" อีซองมินบิดมือที่ถูกอีกฝ่ายเปลี่ยนมากุมไว้ออก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เขาไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายพูดราวกับว่าจะเลี้ยงดูเขาไปเรื่อยๆ

อีซองมินไม่เคยหวังเกาะใครกิน ต่อให้เงินเดือนพนักงานร้านหนังสือจะน้อยกว่านี้สักเท่าไรเขาก็ไม่เคยคิดทำแบบนั้น วิธีการแก้ปัญหาของโจคยูฮยอนอาจจะดูง่ายในสายตาใครๆแต่ไม่ใช่เขา


"ผมไม่ได้คิดแบบนั้น"

"แต่สิ่งที่คุณคยูฮยอนพูดหมายความว่าอย่างนั้นครับ"

"ผมเป็นผู้ชาย มีศักดิ์ศรีพอและไม่เคยหวังพึ่งใครให้เลี้ยงดู ผมมีสองมือสองขา ชีวิตของผม ผมรับผิดชอบเองได้" โจคยูฮยอนลุกขึ้นยืนหวังจะคว้าตัวซองมินเอาไว้แต่คนตัวเล็กกว่ากลับถอยห่าง


"ไปกันใหญ่แล้วซองมิน"


"ไม่ครับ อย่างน้อยถ้าเราคุยกันตรงนี้ เราจะได้เข้าใจตรงกันแล้วต่อไปคุณคยูอยอนจะได้เข้าใจผมมากขึ้น"

"จะให้ผมเข้าใจอะไร ในเมื่อซองมินก็ตัดสินใจไปแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไปจากที่นี่!!" คราวนี้เป็นโจคยูอยอนบ้างที่เริ่มจะมีอารมณ์ หลังจากที่อีกฝ่ายเอาแต่พูดว่า ให้เขาเข้าใจเรื่องนี้เสียที

"ผมไปเพื่อให้เรื่องทุกอย่างมันดีขึ้น อย่างน้อยก็เพื่ออนาคตของคุณคยูฮยอนเอง"

"ซองมินรักผมหรือเปล่า" ซองมินมองหน้าคนถามแล้วอยากลองใช้ศิลปะการต่อสู้ที่เรียนมากับคนตรงหน้าดูสักที

"ที่ถามแบบนี้เพราะคิดว่าผมไม่รักคุณคยูฮยอนงั้นหรือ!!"

"ถ้ารักผมแล้วทำไมถึงต้องไปจากที่นี่!!!" ซองมินได้ยินคำถามแล้วจึงสูดหายใจลึกๆ สุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิม ถ้ายังใช้อารมณ์คุยกันแบบนี้จนถึงพรุ่งนี้ก็คงยังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วเรื่องแบบนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะด้วยเหตุผลงี่เง่า แต่ในเมื่ออีกฝ่ายดึงดันไม่ยอมเปิดใจฟัง ซองมินก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องพูดให้มากความ


"ผมว่ารอให้คุณคยูฮยอนอารมณ์เย็นลงกว่านี้แล้วเราค่อยคุยกันดีกว่า ผมเหนื่อย!" ซองมินพูดจบก็เดินเร็วๆออกมาจากห้องนั้น โจคยูฮยอนไม่ได้เดินตามออกมาเพราะคิดว่าซองมินคงจะแค่ไปนั่งสงบสติอารมณ์ที่ชั้นสอง

จนกระทั่งเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังฝ่าความเงียบในยามค่ำคืนขึ้นมาถึงห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้ โจคยูฮยอนจึงคิดได้แล้วออกวิ่งไปยังชั้นล่างของร้านหนังสือ ร่างสูงผลักบานประตูหน้าร้านแรงเสียจนกระดิ่งพวงเล็กๆพันกันไปมา แต่กระนั้นเขาก็ตามมาทันได้เห็นแค่เพียงแสงไฟจากท้ายรถแท็กซี่เท่านั้น ..





 

 



TO - B - Con




* ขอบคุณทุกคอมเม้นจากพาร์ทที่แล้วค่ะ ขอบคุณหลายคนที่รอฟิกเรื่องนี้อยู่ทุกวัน ขอบคุณมากจริงๆค่ะ ขอบคุณหลายๆคอมเม้นที่บอกว่าคุณใส่ใจในสิ่งที่เรานำเสนอ

* อีกเจ็ดวัน .. จะเอาตอนจบมาลง

* รีดเดอร์ที่คอมเม้นต์ด้วยความใส่ใจมาตลอด ความใส่ใจของคุณจะไม่สูญเปล่าค่ะ ^^


* รักคุณ ^^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

*แปะ*

มาลงชื่อว่าอ่านไปได้ครึ่งตอนแล้วค่าาา
(คุณพนักงานกำลังจ้วงไอติมโดยไม่แบ่งอยู่ 55+)

แต่เด๋วออกไปข้างนอกก่อน ค่ำๆ มาอ่านต่อเนะคะ ^_^

#1 By ...alfalfa... on 2009-08-30 12:33

คุณเจ้าของร้าน

เด็กจริงๆ...

*ส่ายหน้าและเดินจากไป*

#2 By ::.::Taraki::.:: on 2009-08-30 20:51

คุณพนักงานเข้มแข็งมาก...เอาใจช่วยนะคะ...ขอบคุณไรท์เตอร์มากค่ะ...

#3 By (58.137.217.251) on 2009-08-31 08:43

มาอ่านต่อแล้วววว

โหยยย ซองมินเท่อ่ะ อย่างแมนอย่างเท่
แล้วคุณเจ้าของร้านก็งอแงอ่ะ 555+

เอาละสิ หนีกลับบ้านไปแล้ว ปัญหานี้เป็นปัญหาของสองคนจริงๆ นะ คุณแม่กับคุณพี่ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องเลย
คุณเจ้าของร้าน จะทำใจยอมรับการตัดสินใจของคุณพนักงานได้หรือเปล่าน้า

#4 By ...alfalfa... on 2009-08-31 09:42

สืบเนื่องมาจากความแมนของมินท์น้อย ที่ทำให้ฟิคยุคหลังๆ มินเมะขึ้นเยอะ แต่ฝั่งตรงข้ามนั้น เอิ่มมม .... หมดกัน... ความเจ้าเล่ห์และหื่นที่โจกี้อุตสาห์สั่งสมมาตั้งนาน ต้องมามลายสลายไปเพราะคยูยองทีเดียวเลยเชียว 5555

จะบอกว่า เรากลับชอบฟิคยุคหลังๆ ที่มินแมนขึ้นค่ะ ดูแล้วมันช่างตรงกับความเป็นจริงดี ในขณะที่ โจกี้ ก็ดูเด็กลงเรื่อยๆ ออดได้เป็นออด อ้อนได้เป็นอ้อน ~

ในขณะที่คุณพนักงานตัวกลมเข้มแข็งขึ้น คุณเจ้าของร้าน ก็กำลังจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ไม่(อยาก)ยอมรับฟังความตั้งใจของคุณพนักงานตัวกลมที่จะทำเพื่อประคับประคองความรักของสองคนเอาไว้ รวมถึงวาดเส้นทางที่จะก้าวเดินด้วยกันต่อไปอีกนานแสนนาน ไม่ใช่ดื้อรั้นกันต่อไป แล้วก็เดินไปต่อไม่ถึงปลายฝันอย่างนี้

ขอนับถือในการตัดสินใจของพนักงานตัวกลมค่ะ ตอนแรกแอบกลัว ว่ามินจะหนีไปหาแม่ แล้วตัดใจจากกี้ โดยไม่กลับมาที่เกาหลีอีก ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ทำให้คุณนายโจ พึงใจมิใช่น้อย ตอนแรกคิดว่าจะขัดขวางความรักของสองคนนี้ซะอีก เย้วว~

"โจคยูฮยอนคือผู้ชายที่มีแต่ความเพียบพร้อมในชีวิต และอีซองมินไม่ต้องการเป็นจุดด่างในชีวิตของโจคยูฮยอน" ประโยคนี้ อ่านแล้วสะอึกอ่ะ อยากร้องไห้ สงสารอีมิน

ส่วนประโยคนี้

"ผมอยากพิสูจน์ให้ท่านและคนอื่นๆเห็นว่าเพื่อคนที่ผมรัก ผมพร้อมจะเป็นคนที่ดีกว่านี้" แมนนนนนนนนนนนนนนนนน อาจแล้วอยากทำท่า เยสสสส >_< เจ๋งมากลูกแม่ !!!

แต่ว่า ... แล้วน้องดาจอง มิ-นอนร้องไห้ขี้มูกโป่งเหรอคะ พี่ซองมินสุดที่รักจะบินหนีไปเรียนต่อที่อเมริกาอย่างนี้อ่ะ

#5 By ~~~ D a B a D e E ~~~ on 2009-08-31 13:56

จะจบแล้วเหรอ ยังอยากอ่านต่อเลยค่ะ

ดีจังที่คุณนายโจ ไม่โหด แต่มีเหตุผล

แต่คุณเจ้าของร้านเนี่ย
งอแงเป็นที่สุด 555

#6 By moomoo (124.122.218.209) on 2009-09-01 21:54

ชอบตอนนี้มาก ๆ เลย ^^

มันดูไม่น้ำเน่าดี คุณแม่คยูนี่คิดได้สมกะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน

ส่วนมิ้น (เราติดเรียกแบบนี้ ขอโทษนะคะ) แมนได้อีก เราชอบมิ้นแบบแมน ๆ มาก ๆ เลย ดูดีอ่ะ ชอบจริง ๆ นะ วิธีการคิดของเธอนี่เท่มาก อ่านแล้วรู้สึกว่าอีซองมินตัวจริงก็น่าจะประมาณนี้นะ ไม่ใช่แบ๊วใสไร้เดียงสาอย่างหน้าตาน่ะ

แต่คยูเริ่มกลายเป็นเด็กเข้าใจยากไปซะแล้ว 555
ก็สงสัยจะติดมาจากคยูยองนั่นแหละนะ 555

จะรอตอนต่อไปค่ะ แต่...ตอนจบจริง ๆ เหรอ ไม่อยากให้จบเลยค่ะ

#7 By rc (202.129.32.218) on 2009-09-04 13:38

นับว่าแม่ของคยูฮยอนเป็นคนมีเหตุผลทีเดียว
ไม่ใช่เอะอะก็ให้เลิก อย่างน้อยก็คิดถึงความรู้สึกของลูก

มินจะไปเม'กา ก็ดีเหมือนกันนะ
จะได้กลับมาเป็นซองมินที่เพรียบพร้อม
ไม่ให้ใครมาดูถูกได้
แต่คุณเจ้าของร้านนี่สิ ไม่ยอมเข้าใจ

สู้ต่อไปจ๊ะซองมิน

สนุกมากๆ ขอบคุณนะคะ

#8 By ตาหวาน (114.128.109.120) on 2009-09-21 15:05

มินจะไปไหนอ่า TT
สงสารกี้นะ

อยู่ห่างกัน
มินไปตั้งอเมริกา
ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ทำไมนะทำไม ๆๆ ถึงมองกันแค่ที่ฐานะ !!

#9 By Jiinz (114.128.25.2) on 2009-10-05 20:00